ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไปดาว์โหลดไฟล์ยูทูปที่ความละเอียดสูงๆ เก็บไว้ เผื่อ ...จะรู้ตัว วีดีโอ นี้อาจจะหายไป เพราะมุมนี้จะต้องซูมขยายมาก ถ้าดูในยูทูปจะซูมได้ ถ้าจะดาว์นโหลดไฟล์ความละเอียดต่ำ พอซูมอาจจะเบลอ
    ในรูปน่าจะเป็นชั้น 5 ถ้าเป็นบริษัท ทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่บริษัทพาขม และบริษัทนี้เป็นบริษัทแบบไหน อันนี้ต้องไปหาข้อมูลกันเองครับ

    FB_IMG_1771112599691.jpg

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กุมภาพันธ์ 2026 at 07:48
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่ต้องไปดูข้อมูลที่เจ้าของพาตรวจ เพราะถ้ามีอะไร ก็ไม่มีทางเจออะไรที่เราอยากดูอยู่แล้ว วันอื่นที่ล้างแอร์เสร็จก็ไม่พาไปดูเจาะจง วันนั้น ไปดูข้อมูลจากวีดีโอเก่าๆ ก็ได้ ซึ่ง การติดตั้งระบบไอที ผมไม่ขอกล่าวว่าเป็นของเป้าหมายที่มุ่งเน้นทั่วไป จะทำเป็นศูนย์ ไอ... ก็ต้องมีการติดตั้งระบบ และเครือข่ายที่มีราคาแพง ถ้าจะรื้อ ก็มีมูลค่าเสียหายมาก เขาไม่ยอมรื้อกันง่ายๆ

    FB_IMG_1771116473644.jpg

    ที่ผมสนใจคือจุดที่ชายคนนี้มองเข้าไปมากกว่า ว่าในนั้นเป็นอะไร

    FB_IMG_1771110943455.jpg
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คนของพรรคนี้ที่พาสื่อไปดูสถานที่ วันที่ซ่อมแอร์ ทั้งที่พาไปดูวันอื่นก็ได้ และพวกเขาจะไม่รู้หรือว่า จะต้องมีการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องคลุมผ้า และ จะต้องมีประ้ด็นโต้แย้งเกิดขึ้น ผมคิดว่า คนที่้ดิน เส้นทางการเมืองก็ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มันก็ต้องไปถามว่า ทำไปทำไม ด้อยค่า คนที่ออกมาบอกสื่อ พื่อให้คำพูดไม้น่าเชื่อถือ หรือทำไปเพื่ออะไร ลองไปคิดดูครับ คนพวกนี้อาจคิดว่า คนอื่นโง่ พวกเราคิดว่าเราโง่หรือเปล่าครับ

    PSX_20260215_075435.jpg PSX_20260215_075450.jpg

    https://www.facebook.com/share/p/1AgAebRxZC/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รู้สึก คุ้นกับรูปแบบบ้างไหมครับ ว่าถ้าเรื่องนี้เป็นจริง รูปแบบในการดำเนินการ เหมือนประเทศนึงใข้ ที่ลูกสาวผู้มรอำนาจสูงในประเทศครอบงำสื่อ เรียกเราว่า เสียม และเราไปเรียกมันว่า เหมน (เหม็น) และผู้นำ วุ้นเส้น ใช้สื่อ ทำคอนเท้นต์ ปลุกระดม ล้างสมอง ใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม


    https://www.facebook.com/share/1D8A2fjRKm/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่ครับ

    ผมคิดว่าไทยเรากำลังพลาดท่าโดนเล่นทีเผลอแรงมากครับ คือเรื่องการเคลมสงกรานต์ดูจะเป็นเรื่องเล็กๆลงไปเลย ถ้าเทียบกับเรื่องนี้ครับ

    ในขณะที่คนไทยกำลังเผลอ กำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องกกต และข่าวการโกงเลือกตั้งจาก บรรดานักการเมืองโกงบ้านกินเมือง

    พวกเขมรมันระดมอัดข้อมูลโจมตีไทยลงสื่อOnline และ Social media ต่างๆ รวมถึงการตระเวนติดตั้งสื่อและผลงานศิลปะบิดเบือน ลงตามหัวเมืองต่างๆ

    และนำเหตุการณ์ "ภูผี" หรือ"เทือกเขาผี" ยกขึ้นมาเล่าแต่งเติมใหม่
    พวกเขมรสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา เรื่อง Ghost Mountain , Blood border the second killing field
    กำกับโดย ผู้กำกับเขมรชื่อว่า Leak ly da

    สิ่งนี้ทำให้AI ใน Google แสดงผลเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาว่า
    ไทยเป็นผู้ก่อเหตุแล้วนะครับ

    พวกเขมรมันทำสำเร็จแล้ว กับการโจมตีไทยด้านสื่อโดยการบิดเบือนประวัติศาสตร์

    ซึ่งในความเป็นจริงของเหตุการณ์ ไทยเป็นผู้ตั้งค่ายรับผู้อพยพ และช่วยเหลือพวกมันไว้เป็นจำนวนมาก
    และทหารไทยก็ทำงานร่วมกับ UN
    จึงเป็นไปได้ยากที่ไทยจะไปสังหารหมู่ชาวเขมรแบบที่มันกำลังบิดเบือนเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่

    -ซึ่งหน่วยงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะแก้ไขอะไรได้ เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุดไทย เรื่องการเคลม เรื่องโจมตีด้านสื่อ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่างๆ ก็ไม่ได้แก้ไขอะไร

    -เรื่องนี้มีแนวโน้มว่า ประชาชนต้องลุยหาทางแก้ไขกันเองนั่นแหละครับ

    สำหรับแนวทางการแก้ไข ก็คงต้องใช้โมเดลของโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข
    คือ ศิลปินไทยต้องลงไปทำงานสู้กับศิลปินเขมรครับ แล้ว สื่อไทยต้องช่วยกันประโคมข่าวอัดข้อมูลลงไปแก้ทาง เพื่อให้เกิดเป็นดิจิตอลฟุตปรินท์ให้ AI ของ Google จดจำข้อมูลขึ้นมาหักล้างกับพวกเขมรครับ

    #ไทย #กัมพูชา #ภูผี #เทือกเขาผี #Ghostmountain
    FB_IMG_1771121899067.jpg FB_IMG_1771121901572.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1FpiUStR7q/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ ถอดสมการโกงเลือกตั้งเกาหลีใต้ ฝังตัวเลขเหมือนกัน แต่ปิดความลับคนกาได้ 100%

    สวัสดีค่ะทุกคน ปกติเวลาที่เราลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงิน เรามักจะได้ยินคำว่า Audit (การตรวจสอบบัญชี) เพื่อความโปร่งใสใช่ไหมคะ? ในโลกของการบริหารระดับประเทศอย่าง "การเลือกตั้ง" ก็ต้องการความโปร่งใสขั้นสุดแบบนี้เหมือนกันค่ะ

    วันนี้เราจะพาบินลัดฟ้าไปดูระบบเลือกตั้งของประเทศเกาหลีใต้ที่เขาหยิบเอาแนวคิดเรื่อง "ตัวเลขกำกับ" หรือ Unique Number มาใช้บนบัตรเลือกตั้ง เพื่อสกัดกั้นการโกงและ "บัตรผี" แบบอยู่หมัด แต่ที่เจ๋งสุดๆ คือระบบของเขาสามารถรักษาความลับของผู้โหวตได้แบบ 100% ชนิดที่ไม่มีใครสืบสาวกลับมาถึงตัวบุคคลได้เลยว่าบัตรใบนี้ใครเป็นคนกา เรื่องนี้มีมิติของการออกแบบระบบที่ล้ำลึกมากๆ มาค่อยๆ ทำความเข้าใจไปพร้อมกันแบบภาษาชาวบ้านค่ะ

    เริ่มกันที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งและการลงคะแนนของเขาก่อน ลองนึกภาพตามนะคะ กระบวนการเริ่มต้นจากตอนที่ประชาชนเดินเข้าคูหา ไปแสดงตัวยืนยันสิทธิว่าเราคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัวจริงเสียงจริง เมื่อด่านตรวจสอบผ่านแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการจ่ายบัตรเลือกตั้งให้

    ความพิเศษมันอยู่ตรงนี้ค่ะ บัตรเลือกตั้งของเกาหลีใต้จะมีส่วนที่เรียกว่า "ต้นขั้ว" ติดมาด้วย ให้อารมณ์เหมือนสมุดเช็คธนาคารที่มีรอยปรุเตรียมไว้ให้ฉีก และบนต้นขั้ว (ที่ยังติดกับตัวบัตร) จะมีการระบุหมายเลขเฉพาะ หรือ Unique Number กำกับเอาไว้ เพื่อเป็นเหมือนรหัสประจำตัวของบัตรใบนั้น

    พอได้ยินว่าบัตรมีเลขรันกำกับ แถมเจ้าหน้าที่เป็นคนจ่ายให้ใส่มือ หลายคนคงเริ่มขมวดคิ้วแล้วใช่มั้ยคะว่า "อ้าว! แล้วเขาพิมพ์ตัวเลขไปทำไม? แบบนี้ความลับก็แตกสิว่าเรารับบัตรเลขอะไรไป แล้วไปเลือกใคร?"
    เรามาไขข้อข้องใจทีละเปลาะค่ะ เริ่มที่คำถามแรก ตัวเลขของเกาหลีใต้มีไว้ทำไม? เช็คอะไรได้บ้าง? ป้องกันอะไร?

    ในภาษาการเงิน เราเรียกสิ่งนี้ว่าการทำ Reconciliation หรือการกระทบยอดเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องค่ะ ตัวเลขบนต้นขั้วมีไว้เพื่อเช็ค "ปริมาณ" รวมของระบบ มันทำหน้าที่เป็นปราการด่านสำคัญในการสกัด "บัตรเถื่อน" หรือบัตรผีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีแอบปรินต์จากที่อื่นมายัดไส้

    เมื่อถึงเวลานับคะแนน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสามารถเช็คยอดได้เป๊ะๆ ว่า จำนวนคนที่มาลงชื่อใช้สิทธิ จำนวนต้นขั้วที่ถูกฉีกเก็บไว้ และจำนวนบัตรที่เปิดออกมาจากหีบ ยอดทั้ง 3 ก้อนนี้ต้อง "ตรงกัน" แบบเป๊ะๆ เหมือนเราทำงบดุลบัญชีค่ะ

    ถ้ามีบัตรเกินมา หรือเลขบนบัตรไม่ตรงกับล็อตที่แจกไปให้หน่วยนั้นๆ ตัวเลขจะฟ้องความผิดปกติออกมาทันที การมีตัวเลขจึงทำไปเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของกระบวนการทั้งหมด ไม่ได้ทำไปเพื่อจับผิดรายบุคคลค่ะ

    คำถามต่อมา แล้วเขาทำยังไงไม่ให้ตามสืบได้ล่ะ?

    นี่คือจุดไคลแมกซ์ของความฉลาดในการออกแบบเลยค่ะ เพราะหัวใจสำคัญที่สุดคือ "การตัดขาดความสัมพันธ์" (Decoupling) ระหว่างผู้ลงคะแนนกับบัตรเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด

    กระบวนการคือ หลังจากเรารับบัตร (ที่ยังมีต้นขั้วติดอยู่) และเดินเข้าคูหาไปกากบาทตามเจตนารมณ์เสร็จแล้ว ก่อนที่เราจะนำบัตรไปหย่อนลงหีบ ระบบจะบังคับให้ต้องมีขั้นตอนทางกายภาพ นั่นคือการ "ฉีก" ส่วนที่เป็นต้นขั้วซึ่งมีตัวเลขกำกับนั้น แยกทิ้งลงในกล่องเก็บต้นขั้วต่างหากเสียก่อน

    ดังนั้น สิ่งที่ตกลงไปนอนอยู่ในหีบเลือกตั้ง จะเหลือเพียง "บัตรเปล่าๆ" ที่มีแค่รอยกากบาท ปราศจากตัวเลขระบุตัวตน หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะเชื่อมโยงกลับมาได้อีก สายใยที่เคยเกาะเกี่ยวระหว่างเรากับบัตรใบนั้น ได้ถูกตัดขาดสะบั้นลงอย่างถาวรแล้วตั้งแต่วินาทีที่ต้นขั้วถูกฉีกออกค่ะ

    แต่ก็นั่นแหละค่ะ เรื่องการเมืองกับความหวาดระแวงมักเป็นของคู่กัน ในอดีตเกาหลีใต้เองก็เคยเจอกับวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในระบบเลือกตั้งล่วงหน้า (Early Voting) ซึ่งระบบนี้มีจุดเด่นที่ล้ำหน้ามากๆ ตรงที่อำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้สิทธิสามารถเดินเข้าไปกากบาทที่คูหาไหนก็ได้ทั่วประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเดินทางกลับไปที่เขตบ้านเกิดของตัวเองเลยค่ะ

    ความสะดวกสบายขั้นสุดนี้ แลกมากับความจำเป็นทางเทคนิคที่ต้องใช้ระบบ "พิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสดๆ หน้าคูหา" (On-demand printing) แทนการพิมพ์บัตรกองเตรียมไว้ล่วงหน้าแบบมหาศาล และเพื่อให้ระบบสามารถคัดแยกได้ว่าบัตรใบนี้จะต้องถูกส่งไปนับเป็นคะแนนของเขตเลือกตั้งไหน คิวอาร์โค้ด (QR Code) หรือบาร์โค้ดจึงถูกนำมาประทับลงบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นเหมือน "ป้ายบอกทาง" ระบุรหัสเขตและรหัสหน่วยเลือกตั้งอย่างแม่นยำ

    แต่ทว่า ความล้ำหน้านี้กลับนำมาซึ่งทฤษฎีสมคบคิดค่ะ มีประชาชนและนักการเมืองบางกลุ่มเกิดความหวาดระแวงว่า คิวอาร์โค้ดที่พิมพ์ลงไปบนบัตรหน้าคูหานั้น รัฐบาลอาจจะแอบซ่อนข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนเอาไว้เพื่อตามสืบแน่ๆ ว่าใครเลือกใคร

    เมื่อเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น สิ่งที่ กกต. เกาหลีใต้ทำถือเป็นบทเรียนระดับมาสเตอร์พีซค่ะ เขาไม่ได้ใช้วิธีตั้งโต๊ะแถลงข่าวด้วยกระดาษแผ่นเดียวแล้วบอกให้ทุกคน "เชื่อใจผมเถอะ ผมไม่โกง" แต่เขาจัดการ "พิสูจน์ให้สาธารณชนดู" แบบจะๆ ไปเลย

    กกต. เชิญทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ไอทีออดิท สื่อมวลชน และตัวแทนพรรคการเมือง มาร่วมชำแหละระบบให้ดูกันสดๆ สแกนบาร์โค้ดโชว์กันตรงนั้นเลย เพื่อพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ข้อมูลที่ฝังอยู่มีความจำเป็นทางเทคนิคเพียงแค่ รหัสเขตเลือกตั้ง รหัสหน่วยเลือกตั้ง และลำดับการพิมพ์บัตรเท่านั้น ไม่มีฟิลด์ไหนเลยที่เก็บข้อมูลชื่อ นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนไว้

    การเปิดหน้าไพ่เอาความโปร่งใสเข้าสู้ด้วยหลักฐานที่จับต้องได้แบบนี้ ช่วยกู้ความเชื่อมั่นของสังคมเกาหลีใต้กลับมาได้สำเร็จค่ะ

    เรื่องนี้พาเรามาสู่หลักการสำคัญระดับโลกในการจัดการข้อมูล ที่เรียกว่า Privacy by Design หรือการออกแบบที่ปกป้องความเป็นส่วนตัวตั้งแต่รากฐานของโครงสร้าง ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างจากการรักษาความลับแบบ "กระบวนการแยกส่วนกันเก็บข้อมูล" (Privacy by Process) อย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ

    อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ถ้าเป็นแบบกระบวนการแยกส่วนกันเก็บข้อมูล (Privacy by Process) มันเหมือนกับการที่เจ้าหน้าที่บอกว่า "เรามีชื่อคุณนะ และเราก็มีเลขบัตรที่คุณกา แต่ไม่ต้องห่วง เราจะเอาชื่อคุณไปล็อกกุญแจเก็บไว้ในตู้เซฟตึก A และเอาผลโหวตไปเก็บไว้ตู้เซฟตึก B เรามีระเบียบห้ามเอามาดูพร้อมกัน รับรองปลอดภัย"

    ฟังดูเหมือนจะรัดกุมใช่ไหมคะ? แต่ในโลกความเป็นจริงมันเสี่ยงมหาศาลค่ะ เพราะเรากำลังเอาความลับไปผูกไว้กับ "ความเชื่อใจ" ในกระบวนการและตัวบุคคล ถ้าวันดีคืนดีถ้ามีผู้มีอำนาจสั่งเอากุญแจไปเปิดตู้เซฟทั้งสองใบมาเทียบกัน หรือมีแฮกเกอร์เจาะระบบเข้ามาจับคู่ข้อมูล (Join Database) ความลับเราก็แตกกระจายทันที

    แต่สิ่งที่เกาหลีใต้ทำคือ Privacy by Design ค่ะ ระบบถูกออกแบบให้ความเป็นส่วนตัวเกิดขึ้นทางกายภาพตั้งแต่หน้าหีบเลือกตั้ง การบังคับฉีกต้นขั้วทิ้งคือการ "ทำลายกุญแจในการจับคู่ข้อมูล" ทิ้งไปอย่างถาวร ต่อให้ใครจะมีอำนาจล้นฟ้า หรือมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาบัตรในหีบกลับมาประกอบร่างกับตัวคนโหวตได้อีก เพราะรอยต่อของข้อมูลมันไม่ได้ถูกนำไปเก็บแยกส่วน แต่มันถูกทำลายจนไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ นี่แหละคือสถาปัตยกรรมระบบขั้นสุดยอด

    ในความเป็นจริง ไม่ได้มีแค่เกาหลีใต้นะคะที่มีระบบแบบนี้ ยังมีอีกหลายประเทศชั้นนำที่เจริญแล้วทั่วโลก นำระบบการรันตัวเลข (Serial Number / Unique Number) มาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเช็คบัตรปลอมและบัตรผีเช่นกัน

    แต่จุดชี้วัดที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือการที่ระบบของเขามี Privacy by Design เขามีขั้นตอนที่ชัดเจนและเด็ดขาดในการ "ตัดความสัมพันธ์" ระหว่างคนมาใช้สิทธิกับบัตรเลือกตั้งให้ขาดสะบั้นก่อนที่บัตรจะลงหีบเสมอ

    บทสรุปของเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การตรวจสอบความโปร่งใสและการทำระบบให้รัดกุม ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นส่วนตัวของประชาชนเลยค่ะ และที่สำคัญที่สุด การรักษา “ความลับ” ที่แท้จริง ไม่ใช่การออกแบบระบบที่มืดบอด ตรวจสอบยอดอะไรไม่ได้ แล้วบังคับให้ประชาชนหลับตาเชื่อใจผู้มีอำนาจ...

    แต่ความลับที่แท้จริง คือความลับที่ถูกปกป้องด้วยโครงสร้างของระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบเช็คยอดได้ทุกขั้นตอน แต่ล้ำลึกและฉลาดพอที่จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถเจาะเข้ามาทำลายความเป็นส่วนตัวของเราได้ต่างหากล่ะคะ

    นี่แหละค่ะ คือความต่างของระบบที่ดีและรัดกุม กับระบบที่มักง่ายค่ะ

    หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ทุกคนเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างตัวเลข ความโปร่งใส และการปกป้องข้อมูลได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ ไว้พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

    ปล. ช่วนกันกระจายเรื่องนี้ด้วยนะคะ แล้วก็เลิกอ้างของสหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ได้แล้ว

    https://www.facebook.com/share/1C9Cjqxx1x/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สรุปเรื่อง QR Code บนบัตรเลือกตั้ง — มันตามรู้ว่าเราเลือกใครได้ไหม?

    อันนี้ ผมเขียนจากที่หลายคนกังวลว่า QR/BC ที่บัตร กับต้นขั้ว เลขเดียวกัน สามารถLink ไปหากันได้ ซึ่งหลายๆ คนเชื่อแบบนั้น และผมไม่ได้ฟันธงว่าจริงๆ แล้ว มัน Tracking ได้หรือไม่ เพราะผมวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีเท่านั้น

    ตอนนี้หลายคนกังวลจากภาพบัตรเลือกตั้ง ตอนแรกผมก็ เฮ้ยอิหยังวะ

    แล้วสรุปแบบผิดๆไปแว๊บนึง ก่อนมานั่งทบทวน อย่างมีสติ

    ข้อที่คนกังวล คือ

    ที่ “ต้นขั้วบัตร” มี QR/Barcode
    ที่ “ตัวบัตร” ก็มี QR/Barcode
    และผู้มาใช้สิทธิต้องเซ็นชื่อ
    เลยคิดว่า

    สแกนบัตร → ไปเทียบต้นขั้ว → เจอชื่อ → รู้ว่าเลือกพรรคไหน

    ฟังดูมีเหตุผล

    แต่ความจริง คือ QRCode บรรจุเลขเล่ม/เอกสาร ว่าผลิตที่ไหน ส่งไปไหน ป้องกันบัตรปลอม ป้องกันส่งนับผิดพื้นที่ ป้องกันสวมสิทธิ์

    และ

    กระบวนการเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อ “ตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับบัตร” ตั้งแต่แรก

    1) ลายเซ็นที่ต้นขั้ว ใช้ทำอะไร

    ลายเซ็นไม่ได้ผูกกับคะแนนเสียง
    ใช้เพียงเพื่อยืนยันว่า
    “คุณมาใช้สิทธิแล้ว 1 คน”
    เพื่อป้องกันสวมสิทธิ หรือมาเลือกซ้ำ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้

    เจ้าหน้าที่จะเช็กชื่อ → ให้เซ็น → แล้วฉีกบัตรใบบนสุดให้ทันที อันนี้คือระบบสุ่ม (Random)

    และจุดสำคัญคือ

    ไม่มี "การบันทึก" ว่าคุณได้รับบัตรใบหมายเลขอะไร

    ระเบียบเลือกตั้งไม่ให้จด เพราะถ้าจด ความลับของการลงคะแนนจะหายทันที

    อันนี้ป้องกัน การเทียบบัตร มีทางเดียวที่จะรู้คือรื้อไปหาเอกสารต้นฉบับ

    2) QR Code บนบัตร คืออะไร
    QR ไม่ได้ระบุตัวคน
    มันระบุ “ที่มาของกระดาษ”
    ใช้ตรวจว่า
    พิมพ์จากโรงพิมพ์ที่ถูกต้อง
    ส่งไปหน่วยที่ถูกต้อง
    ไม่ใช่บัตรปลอม
    เหมือนเลขซีเรียลธนบัตร
    ใช้ควบคุมเอกสาร ไม่ใช่ติดตามผู้ลงคะแนน

    3) จุดสำคัญที่สุด: หีบบัตรทำให้บัตรนิรนาม
    หลังคุณเข้าคูหา ไม่มีใครเห็นว่าคุณกาอะไร
    เมื่อหย่อนบัตรลงหีบ บัตรทุกใบจะปะปนกับคนทั้งหน่วยทันที
    หน่วยหนึ่งมีหลายร้อยคน
    บัตรหลายร้อยใบกองรวมกัน

    ก่อนนับคะแนน กรรมการจะเปิดหีบและนับต่อหน้าพยาน

    ตอนนี้เกิดสิ่งสำคัญ

    ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนรับบัตร” กับ “บัตรในกอง” ถูกทำลายถาวร

    4) ทำไมสแกนบัตรแล้วก็ยังย้อนคนไม่ได้

    แม้สแกน QR บนบัตร
    คุณจะรู้แค่ว่า บัตรมาจากเล่มไหน
    แต่ในเล่มนั้นมีผู้ใช้สิทธิหลายร้อยคน
    และไม่มีข้อมูลว่าใครถือบัตรใบไหนก่อนหย่อนหีบ

    จึงไม่สามารถรู้ได้ว่า
    บัตรในกองใบใดเป็นของใคร

    สรุปสั้นที่สุด

    QR Code มันอำนวยความสะดวกในการสกัดบัตรผี บัตรเถื่อน แต่มันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ Tracking ผู้ลงคะแนน

    ผมจะยกตัวอย่าง เอาแบบทุกอย่าง Link กันหมด

    ต้นขั้วบัตร มีชื่อเรา มี QR เชือมไปถึงตัวบัตร

    นาย ก หยิบบัตรมา เจอ QR แสกนไปที่ขั้วบัตร ก็จะเจอเลขตรงกัน

    รู้ว่า เอกสารนี้ผลิตที่ไหน ต้องส่งไปที่ไหน

    จบแค่นั้นเลย

    แต่จะไม่เจอชื่อใครในข้อมูล

    ยกเว้นว่า

    1:จะไปค้นหาเอาที่เอกสารตัวจริง ซึ่งมีอยู่ 50-60 ล้านชุด

    2: หลังเลือกตั้งเสร็จ ต้องเอาต้นขั้วมาเทียบชื่อลงฐานระบบ ซึ่งก็มี 50 กว่าล้านบัญชี

    ซึ่งไม่ว่าวิธีไหนก็ดูเป็นความพยายามที่บ้าบอมาก ไม่รู้จะพยายามขนาดนั้นไปเพื่อไปอะไร

    ัิคิดอีกมุม ถ้าระบบ Tracking มันง่าย มันทำได้จริงๆ นะ

    คิดว่า คนจัดการเลือกตั้ง เป็น แสนคนในคูหา เขาจะไม่ทักหรอ

    https://www.facebook.com/share/186jf9mMPk/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ คือใคร

    ธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เอิร์ธ" เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและบล็อกเชน ดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท DomeCloud ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชันบนเทคโนโลยีบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์

    หลังเมื่อวาน 15 กพ 69 เขาโพสต์ ว่าข้อมูลหลุด (อาจ)ขายได้ราคาหลักร้อย จนฮือฮา

    โพสต์ต่อมา เขาโพสต์ต่อว่า กกต อีกครั้ง ทำนองว่า

    กกต.ออกแบบการเลือกตั้งแบบนี้ ...แต่พยายามโยนความผิดเจ้าหน้าที กปน.
    หลังถูกเรียกสอบสวนที่อำเภอ กรณี ถ่ายบัตรเลือกตั้ง.... และเรียกร้องสื่อ ให้ทำข่าว และ ให้ความเป็นธรรม กับ กปน. คนดังกล่าวด้วย เพราะเขาคือฮีโร่

    และข้อความในแชท ส่วนหนึ่งระบุว่า
    "ไม่ผิดอะไรเลย ไม่มีกฏหมาย ห้ามถ่ายบัตรที่ยังไม่ลงคะแนน "

    นี่คือการบิดเบือนและกล่าวเท็จ อย่างรุนแรง เพราะกฏหมายห้ามเซลฟี่และถ่ายรูปบัตรเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนควรรู้ และ เจ้าหน้าที่ กปน. ยิ่งควรตระหนักมากกว่าใคร

    การเรียกสอบสวน กปน. ที่ถ่ายบัตรเลือกตั้งถูกต้องแล้ว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ควรมีใครแทรกแซง

    อย่ายก กปน. เป็นฮีโร่ เพื่อจะทำให้ กกต.เป็นผู้ร้าย แบบละครคุณธรรมเลยครับ

    .
    .
    .
    และตามสูตร ข่าวนี้ ถูกเท้งแชร์ต่อ
    และสรยุทธ นำข่าวที่เท้งแชร์ มาโพสต์ในเพจตนเองต่อ
    FB_IMG_1771201273923.jpg FB_IMG_1771201277556.jpg FB_IMG_1771201280802.jpg
    https://www.facebook.com/share/1DBBWhDgxi/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งานนี้ช่อทำการบ้านมาดีไม่พลาดตุยน้ำตื้น ง่ายๆแน่นวล ว่าพรรคการเมืองก็ถือหุ้นสื่อได้ หัวหน้าพรรคก็ยังถือได้จ๊ะ
    FB_IMG_1771202091218.jpg
    https://www.facebook.com/share/1CCfpG7zgt/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เรื่องห้ามเซลฟี่นี่จริงน่ะ วันที่ผมไปเลือกตั้ง ตอนเข้าไปหาบัตร ถ่ายรูปในบริเวณทร่เดิน้ข้าไปเลือกตั้งยังไม่ได้เลย มีเจ้าหน้าที่มองอยู่

    FB_IMG_1771201280802.jpg
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งบพัฒนาการเมือง คือภาษี

    เงินบริจาค คือ รายได้พรรคการเมืองต้องใช้ให้ตรงวัตถุประสงค์การรับบริจาค
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คุมเอง ความมั่นคง-กลาโหม!!
    “นายกฯอนุุทิน” ยันรับผิดชอบความมั่นคง เอง จะใช้มาตรการทางการทูต -การทหาร -ปฏิบัติในทุกรูปแบบ-ทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย
    ยัน ปิดด่านชายแดน จะยิ่งเข้มข้นขึ้น จะสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน
    ยกเลิกMOU44
    สยบข่าว ยกโควต้ากลาโหม ให้“เพื่อไทย”
    แถมมีแนวโน้มสูงมากที่ นายกฯจะควบ รมว.กลาโหม เอง
    .

    นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ว่า
    พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ

    ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผมขอกราบขอบพระคุณทุกท่านต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น ที่พรรคภูมิใจไทยได้รับอย่างท่วมท้นเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งผมจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อ กกต ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

    ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้

    ทุกนโยบายที่ได้นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมและพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน #การบริหารงานความมั่นคง ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

    #การปิดด่านชายแดน จะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึง #การยกเลิกMOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย

    ผมและคุณสีหศักดิ์สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

    พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนาน ขึ้นมาจากหล่มให้ได้ การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทยที่มีส่วนผสมหลักคือ อนุทิน เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์

    ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ

    ทั้งหมดนี้จะอยู่ในนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา

    ผมขอสัญญาว่าจะทำให้ทุกคะแนนที่ท่านมอบให้พรรคภูมิใจไทย มีคุณค่าสูงสุด และเป็นพลังที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน
    สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี มีรายได้ มีความสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับคือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ

    ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน

    ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
    อนุทิน ชาญวีรกูล
    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

    #นายกอนุทิน
    #กัมพูชาเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

    https://www.facebook.com/share/1CRibMyCon/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เรื่องบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ผมขอแนะนำว่าอย่าไปยุ่ง เพราะ
    1. บาร์โค้ด ใช้ระบุตัวตน หรือระบุตัวตนไม่ได้ เราไม่ใช่คนออกแบบรแบบของ กกต เราไม่รู้ระบบ จริงๆ เป็นยังไง
    2. กระบวนการในการรักษาความลับ เป็นเรื่องขององค์กร ถ้าเกิดรั่วไหล องค์กร ต้องเป็นคนตรวจสอบ ถ้ามาจาก เจ้าหน้าที่ขององค์กร ทำให้รั่วไหลเอง ก็จะไปโทษองค์กรไม่ได้ เพราะเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่เอง ที่อาจจะมีเจตนา หรือไม่มีเจตนาก็ไม่รู้ ถึงต้องสอบ ถ้ามีเจตนา เจ้าหน้าที่นั้น ก็เหนื่อยมาก และควรสาวต่อไปว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เพื่อสร้างความโปร่งใส ให้กับการเมืองไทยต่อไป
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีคนพยายามแสดงออกว่า เลือกตั้งมีการโกง แต่มีคนสงสัยบ้างไหมว่า มีการกระทำบางอย่าง ที่พยายามชักจูงให้สังคมเห็นว่า มีการโดง และนำพาผลนั้น ไปเป็นประโยชน์กับตนเอง
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวขายข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ชื่อละร้อย — ฟังแล้วน่ากลัว

    แต่สิ่งที่ควรกลัวกว่านั้นคือ
    “ข่าวที่ไม่มีต้นตอ”

    และคำถามสำคัญคือ…เรากำลังเชื่ออะไรกันแน่?

    มีการบอกว่า “ดูดข้อมูลจากหน่วยเลือกตั้ง”
    แต่หน่วยไหน? ใครเป็นคนดูด? และดูดอย่างไร?

    ในเมื่อรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ติดประกาศอยู่หน้าหน่วยอยู่แล้ว
    คำว่า “หลุด” จึงยิ่งต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้

    แล้วที่บอกว่าเอาไป “รวมกับข้อมูลเดิม” —
    ข้อมูลเดิมคืออะไร? มาจากไหน? ถูกกฎหมายหรือไม่?

    หรือแท้จริงแล้ว เรากำลังเห็นเพียงการนำข้อมูลหลายส่วนมาปะติดปะต่อ
    แล้วเล่าเรื่องให้มันดูน่าหวาดกลัวมากกว่าความเป็นจริง?

    ส่วนตัวเลข “ราคาหลักร้อยต่อชื่อ”
    นี่คือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
    หรือเป็นเพียงตัวเลขที่ทำให้ข่าวดูรุนแรงขึ้น?

    การเปิดโปงที่ไร้ต้นทาง อาจเรียกเสียงฮือฮาในโซเชียลได้ก็จริง
    แต่ในชั้นศาล…มันอาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอเลย

    ประชาชนไม่ได้กลัวความจริง
    ประชาชนกลัวข่าวที่ยังไม่จริง — แต่ถูกเล่าเสียจนเหมือนจริง

    ข่าวที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ
    ไม่ต่างอะไรจากข่าวลือที่ถูกขัดเงาให้ดูน่าเชื่อ ทั้งที่เนื้อแท้อาจว่างเปล่า

    ก่อนจะแชร์ข่าวใดออกไป
    เราไม่ควรถามเพียงว่า “มันน่าตื่นเต้นแค่ไหน”
    แต่ควรถามก่อนว่า หลักฐานอยู่ที่ไหน

    เพราะความกลัวของสังคม
    ไม่ควรถูกสร้างขึ้นจากเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้

    หมายเหตุ : ข่าวลักษณะนี้ชวนให้นึกถึงกระแส “แฉ” ในหลายเหตุการณ์ช่วงก่อนเลือกตั้ง เช่น การแฉประกันสังคม ที่ดัง ร้อนแรง และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

    แต่ท้ายที่สุดกลับหาต้นตอไม่พบ คนแฉเองโป๊ะแตก สะดุดเท้าตัวเอง และสิ่งทีาแฉ ก็ยากจะนำไปใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้

    สิ่งที่เหลือไว้ คือกระแสและบาดแผลให้สังคมสับสน…แล้วก็เลือนหายไปตามเวลา โดยเอาผิดใครไม่ได้เลย

    https://www.facebook.com/share/1F9t3MdDg4/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อ่านแล้วต้องพิจารณา รู้ยันชื่อพ่อแม่ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มีแต่มีการเจาะระบบหลังบ้าน น่ะครับ หน่วยงานเจ้าของระบบ ถ้ามีจริงควรแจ้งความผู้กระทำผิดในฐานะบุกรุกระบบ มีความผิดน่ะครับ โจมตีกันไปมา เริ่มรุกรามออกไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเลือกตั้งแล้ว ผมเรียนจบมาทางสารสนเทศ คิดว่าผมจะเชื่อหรือ

    ของเบลอภาพเจ้าของโพสต์ เพราะไอ้ที่รู้ยันชื่อพ่อแม่นี่ ผมคิดว่ามีการเจาะระบบหลังบ้าน เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบ

    PSX_20260216_103118.jpg
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตอนนี้ ทุกเรื่อง เป็นแค่การกล่าวหา ยังต้องพิสูจน์ความจริงต่อไป ..ครั้งนี้ แต่ละฝ่ายเหนื่อยหน่อย ต้องมาแก้ข้อกล่าวหา แต่กรณีการเลือกตั้ง อย่าไปโจมตีหน่วยงาน เราอาจจะมีความผิด ◌้พราะเรื่องต่างไป ที่ลงข่าว เหมือนเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่นโยบาย หรือเรื่องระดับองค์กร ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ ถ้าเกิดพิสูจน์ว่า เป็นเรื่องของบุคคล ที่มีจุดประสงค์อะไรยังไม่ชัด เราจะเหนื่อยด้วย

    FB_IMG_1771215634919.jpg
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    ▪️Part 1

    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2025 บนอินเทอร์เน็ตจีนมีเกร็ดข่าวเล็ก ๆ เรื่องหนึ่ง ในงานประกาศรางวัลไป๋อวี้หลาน เทศกาลโทรทัศน์เซี่ยงไฮ้ครั้งที่ 30 นักแสดงชาย จิ้นตง เอาชนะดาราและผู้กำกับชื่อดังหลายคน คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากผลงานเรื่อง ปีเดือนแห่งตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก เรียกได้ว่าเหมือนชนะด้วยแต้มบุญทีวีฉินสื่อหวงเลยก็ว่าได้ แม้ชาวเน็ตจะประชดประชันกันสนุกปาก เริ่มวิจารณ์ทั้งตัวจิ้นตงและผลงานเรื่องนี้ ตั้งแต่นักเขียนบทไปจนถึงนักแสดง ว่าฝีมือไม่คู่ควรกับรางวัลเลยก็ตาม

    แต่ไม่ว่าประชาชนจะตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของรางวัลมากแค่ไหน ทันทีที่จิ้นตงรับบทพระเอกในเรื่องนี้ รางวัลใหญ่ก็เหมือนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะตัวละครที่เขาแสดงมีสถานะไม่ธรรมดา แล้วบุคคลนั้นคือใคร? สวัสดีครับ ผม “ฟางเหลียนจากโตรอนโต” ผู้ถูกประณามว่าเป็นพวกต่อต้านพรรค วันนี้เราจะพูดถึง “พวกต่อต้านพรรค” สีจงซวิ่น

    เมื่อพูดถึงสีจงซวิ่น ปฏิกิริยาแรกของหลายคน นอกจากจะเป็นพ่อของสีจิ้นผิงแล้ว ก็คือคำว่า “คนดี” ช่วงหลังของชีวิตเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนใจดีจริง แต่ในวัยหนุ่ม สีจงซวิ่นไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์คนดีเลยแม้แต่น้อย ตอนหนุ่ม ๆ เขาเป็นคนโหดที่มีชื่อเสียงในละแวกบ้าน แถวถนนสี่สายในส่านกานหนิง ใครเป็นใหญ่ลองไปถามดู ตอนหนุ่ม ๆ เขาเหมือนอสูรกลับชาติมาเกิดมากกว่า

    สีจงซวิ่นเกิดปี 1913 ตอนนั้นเป็นปีที่สองหลังราชวงศ์ชิงล่มสลาย หลังจักรวรรดิชิงถูกโค่นล้ม เทียบกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมมากกว่า รัฐบาลสาธารณรัฐจีนในด้านการศึกษาถือว่ามีความเป็นมนุษย์ไม่น้อย ถึงขั้นเริ่มผลักดันการศึกษาแบบใหม่ในแถบส่านเป่ยที่ตอนนั้นระดับการศึกษาต่ำมาก สีจงซวิ่นจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากระบบใหม่นี้

    แต่น่าเสียดายที่เขาเจอครูแนวซ้ายหัวรุนแรง ทำให้ในวัยเยาว์เขาติด “นิสัยเสีย” อย่างคอมมิวนิสต์ ปี 1926 ตอนอายุเพียง 13 ปี เขาเข้าร่วมสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นก็เริ่มกลายเป็นวัยรุ่นหัวรุนแรง ปี 1928 ตอนอายุ 15 โรงเรียนของเขาจัดงานรำลึกการเสียชีวิตครบรอบสามปีของซุนยัตเซ็น พรรคคอมมิวนิสต์สั่งให้สมาชิกเยาวชนในโรงเรียนประท้วงและคว่ำบาตรงานนี้ ลองคิดดู ทุกวันนี้พรรคคอมมิวนิสต์ยังออกมาวิจารณ์ไต้หวันที่ไม่ใส่ซุนยัตเซ็นบนธนบัตร นี่ก็น่าขันดี

    จริง ๆ แล้วพรรคคอมมิวนิสต์มีธรรมเนียมต่อต้านซุนยัตเซ็นมาตั้งแต่ต้น แน่นอนว่าทางโรงเรียนไม่อาจปล่อยให้เด็กทำแบบนี้ เพราะตอนนั้นพรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาล ซุนยัตเซ็นยังเป็นบิดาแห่งชาติ ครูฝ่ายปกครองจึงออกมาตำหนิสีจงซวิ่น แต่แทนที่เขาจะยอมรับ เขากลับนำกลุ่มวัยรุ่นสิบห้าสิบหกปีทำสิ่งที่ทุกวันนี้แม้แต่นาจายังต้องยอมแพ้ นั่นคือพยายามลอบสังหารครูฝ่ายปกครอง

    เด็กวัยรุ่นจะลอบสังหารผู้ใหญ่ได้อย่างไร? คำตอบคือวางยา สีจงซวิ่นไปขอยาพิษจากผู้บังคับบัญชาในสันนิบาต แล้วเริ่มแผนการใหญ่ แต่เพราะทักษะไม่พอ ยาพิษไม่ได้ฆ่าครู กลับทำให้ครูทั้งโรงเรียนอาหารเป็นพิษ อาเจียนท้องเสียกันยกแถว ต้องเข้าโรงพยาบาล เท่ากับเขาวางยาครูทุกคนแบบไม่เลือกเป้า ความคิดแบบ “ฆ่าผิดก็ไม่เป็นไร ขออย่าให้พลาดเป้า” สุดโต่งยิ่งกว่าพล พตเสียอีก

    แผนลอบสังหารที่ทั้งสร้างความเสียหายและเต็มไปด้วยช่องโหว่ถูกเปิดโปงอย่างรวดเร็ว สีจงซวิ่นกับพวกถูกจับกุม เขาจบชีวิตนักเรียน และเริ่มเส้นทางใหม่ในคุก ในคุกเขายังแสดงความแข็งกร้าว ไม่ยอมตำรวจ และข่มขู่เพื่อนที่คิดจะยอมรับผิด ภายหลังเขาเล่าว่า ตอนนั้นไม่ได้ศรัทธาคอมมิวนิสต์อะไร เพียงแค่ไม่พอใจสังคมเก่า แค่ไม่พอใจก็วางยาครู ฟังดูเหมือนมีแนวโน้มต่อต้านสังคม

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับคุกของคอมมิวนิสต์ คุกของก๊กมินตั๋งถือว่าเมตตา เขาถูกคุมขังช่วงหนึ่งแล้วก็ปล่อยตัว หลังออกจากคุก เขาถูกพรรคคอมมิวนิสต์ใช้งานต่อ ปี 1930 ถูกส่งไปแทรกซึมในกองกำลังของหยางหู่เฉิง เข้าร่วมกองทัพก๊กมินตั๋ง ทำงานใต้ดินเพื่อบ่อนทำลายจากภายใน

    ในกองทัพ เขาใช้ทักษะเข้าสังคม ผูกมิตร ดื่มกิน สร้างเครือข่าย ด้วยการสนับสนุนลับจากพรรค ปี 1932 เขาได้เป็นนายทหารระดับกองร้อย สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ในส่านเป่ยตอนนั้น นี่เหมือนฟางช่วยชีวิต ในที่สุดพรรคจึงสั่งให้เขาก่อกบฏ นำกองกำลังแปรพักตร์ เหตุการณ์นี้ต่อมารู้จักกันในชื่อ “กบฏเหลี่ยงตัง”

    แต่การกบฏล้มเหลว เขาไม่มีแผนที่ละเอียด มีเพียงแผนที่จากหนังสือเรียน ต้องพาทหารเดินมั่วกลางคืน ระหว่างข้ามแม่น้ำถูกกองทัพรัฐบาลสกัดกั้น เมื่อสถานการณ์เสียเปรียบ เขาตัดสินใจปลอมตัวเป็นครูแล้วหนี ทิ้งกองกำลังไว้เบื้องหลัง ทหารยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้บังคับบัญชาหนีแล้ว สุดท้ายถูกโจรท้องถิ่นโจมตีและยอมจำนน กบฏล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

    ตอนนั้นเขาอายุเพียง 19 ปี ผ่านทั้งลอบสังหารล้มเหลว กบฏล้มเหลว และติดคุกหลายปี หลังหลบหนี เขากลับบ้านพักตัวครึ่งปี แล้วติดต่อพรรคอีกครั้ง พรรคที่ขาดคนจึงรับเขากลับกันยายน 1932 เขากลับสู่ฐานที่มั่นส่านเป่ย และได้พบหลิวจื้อตัน ผู้เปลี่ยนชีวิตเขา ทั้งสองร่วมมือกันสร้างอำนาจในส่านกานชายแดน จนปี 1934 ตั้งรัฐบาลโซเวียตส่านกาน เขาเป็นประธานรัฐบาล อายุเพียง 21 ปี ส่วนหลิวเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร

    แต่ไม่นานก็พบศัตรูตัวฉกาจ เหมาเจ๋อตง ช่วงเดินทัพทางไกล กองทัพกลางใกล้พัง ฐานส่านเป่ยกลายเป็นที่มั่นช่วยชีวิตเหมา ทว่าแทนจะขอบคุณ เหมากลับเริ่ม “ชำระล้าง” ปี 1935 ส่งทีมกวาดล้างไปส่านเป่ย ใส่ร้ายฝ่ายหลิว-สีว่าเบี่ยงเบนขวา หลิวกับสีเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม จึงยอมปลดอาวุธ ผลคือถูกจับ ทรมาน ถึงขั้นขุดหลุมเตรียมฝังทั้งเป็น สุดท้ายเหมาไว้ชีวิต แต่หลิวจื้อตันปี 1936 ถูกส่งแนวหน้าแล้วเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ กระสุนเข้าจากด้านหลัง ภรรยาไม่ได้ตรวจศพ ข่าวลือชี้ว่าเหมาอาจอยู่เบื้องหลัง สีจงซวิ่นเลือกเงียบ

    หลังจากนั้นเขากลายเป็นคนระมัดระวังมากขึ้น ต่อต้านการกวาดล้างรุนแรง ในการปฏิรูปเยียนอันปี 1942 เขากล้าเตือนว่าใช้ความรุนแรงเกินไป หลังสถาปนาประเทศ เหมาตั้งโควตาประหาร 0.1% เขาขอให้ลดลง เหมาจำใจยอม ตัวเลขจริงในเขตเขาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก เขาแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยด้วยการไกล่เกลี่ย ไม่ใช้กำลัง

    ปี 1953 บุตรชายของเขา สีจิ้นผิง เกิดขึ้น แต่ไม่นานเขาถูกเรียก “ห้าม้าเข้าปักกิ่ง” สูญเสียอำนาจท้องถิ่น ถูกสอบสวน ปี 1962 นิยาย “หลิวจื้อตัน” ถูกตราว่าเป็นหนังสือต่อต้านพรรค เขาถูกจับแยกสอบ ถูกส่งไปทำงานใช้แรงงาน ถูกคุมขัง ก่อนยุคปฏิวัติวัฒนธรรมเสียอีก ต่อมาในปฏิวัติวัฒนธรรมถูกประณามซ้ำ ถูกบังคับสารภาพ แต่ไม่ซัดทอดใคร

    เพราะล้มเร็ว เขาจึงไม่พัวพันคดีใหญ่ภายหลัง ครอบครัวแม้ลำบาก แต่เครือข่ายส่านเป่ยยังอยู่ ลูกชายถูกส่งไปเหลียงเจียเหอภายใต้การดูแลคนของเก่า สถานการณ์ดีกว่าลูกผู้นำคนอื่น ปี 1975 ได้รับปล่อยตัว ปี 1978 ปฏิรูปเปิดประเทศ เขากลับสู่เวที แต่ถูกขัดขวางโดยหวังเจิ้น อดีตมีเรื่องกัน สุดท้ายต้องไปขอโทษ จึงได้กลับปักกิ่ง แล้วถูกส่งลงกวางตุ้ง ผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรับท่าทีต่อผู้ลักลอบไปฮ่องกง ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

    ปี 1982 เขามีบทบาทแก้รัฐธรรมนูญ เสนอไม่ให้เขียนบังคับสนับสนุนพรรค หวังป้องกันเผด็จการส่วนบุคคล ต่อต้านการวิจารณ์ฮูเหยาปัง ต่อมาหลังเหตุการณ์ปี 1989 ถูกกันออกจากศูนย์อำนาจ ไปอยู่เซินเจิ้นยาวนาน เขากลัวการกลับมาของปฏิวัติวัฒนธรรม สนับสนุนปฏิรูป แต่สุดท้ายมรดกการเมืองถูกทำลายโดยลูกชายของเขาเอง สีจิ้นผิง

    สีจิ้นผิงก่อนขึ้นสู่อำนาจแสดงภาพคนประนีประนอม แต่หลังขึ้นสู่อำนาจกลับดำเนินแนวทางตรงข้าม พ่อส่งเสริมเปิดกว้าง ลูกควบคุมเข้มงวด พ่อสนับสนุนตลาด ลูกต่อต้านตลาด พ่อแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจบุคคล ลูกแก้เพื่อรวมศูนย์อำนาจ จึงกลายเป็นเส้นทางการเมืองตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

    —-

    ▪️Part 2

    หลังจากกบฏล้มเหลวและหลบหนีออกมาได้ สีจงซวิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงการไล่ล่า จึงตัดสินใจกลับบ้านไปพึ่งพาครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ อยู่ครึ่งปี พอเห็นว่าสถานการณ์ซาลงแล้ว จึงหาทางติดต่อกับองค์กรพรรคอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้จะสร้างความเสียหายไว้มาก แต่เวลานั้นพรรคคอมมิวนิสต์เองก็ขาดแคลนคนมีความสามารถ ดังนั้นเมื่อเขากลับไปติดต่อใหม่ ก็ยังได้รับการยอมรับ เดือนกันยายน ปีเดียวกัน เขาถูกเชิญกลับไปยังฐานที่มั่นส่านเป่ยอีกครั้ง

    ที่ส่านเป่ย เขาได้พบกับบุคคลสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเขา นั่นคือ หลิวจื้อตัน สถานการณ์ในส่านเป่ยตอนนั้นซับซ้อนมาก แม้ภายนอกดูเหมือนพรรคเป็นหนึ่งเดียว แต่ภายในเต็มไปด้วยกลุ่มก๊กต่าง ๆ หลิวจื้อตันคุมกำลังที่มีพื้นเพเป็นอดีตโจร แม้รบเก่งแต่ถูกดูหมิ่นว่าเป็นกองโจรไร้ระเบียบ หลิวต้องการยกระดับกองกำลังให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และเพิ่มความชอบธรรมทางการเมือง

    เมื่อเขาพบสีจงซวิ่นที่เคยมีประสบการณ์ในกองทัพรัฐบาลและมีทักษะทางการเมือง ทั้งสองจึงร่วมมือกัน หลิวดูแลทหาร สีดูแลการเมือง เริ่มขยายอิทธิพล จนยึดพื้นที่ส่านกานชายแดนได้สำเร็จ เดือนพฤศจิกายน 1934 ตั้งรัฐบาลโซเวียตส่านกาน สีจงซวิ่นวัย 21 ปีเป็นประธาน ส่วนหลิวเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร

    แต่ช่วงเวลารุ่งเรืองอยู่ไม่นาน ระหว่างที่กองทัพแดงส่วนกลางเดินทัพทางไกลและถูกกองทัพรัฐบาลตีจนเหลือกำลังเพียงหยิบมือ ฐานส่านเป่ยกลับพัฒนาอย่างมั่นคง และกลายเป็นที่มั่นเดียวที่สามารถรับกองทัพส่วนกลางได้ สำหรับเหมาเจ๋อตง นี่คือเส้นเลือดสำคัญที่ช่วยชีวิตเขาไว้ หากไม่มีการสนับสนุนจากส่านเป่ย เขาอาจถูกทำลายหรือถูกแย่งอำนาจโดยผู้นำคนอื่น

    แต่หลังรอดพ้นวิกฤต เหมาไม่ได้ตอบแทน กลับเริ่มจัดการกวาดล้าง ปี 1935 ก่อนกองทัพหลักจะถึงส่านเป่ย เขาส่งกำลังชำระล้างไปล่วงหน้า ใส่ร้ายฝ่ายหลิว-สีว่าเป็นพวกเบี่ยงเบนขวา หลิวและสีเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม จึงยอมวางอาวุธ ผลคือถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ชำระล้างจับคนของฝ่ายหลิว-สีเข้าคุกจำนวนมาก ทั้งสองเองก็เกือบถูกฝังทั้งเป็น มีการขุดหลุมเตรียมไว้แล้ว เพียงรอคำสั่งสุดท้าย

    สุดท้ายเหมาเลือกไว้ชีวิต แต่ไม่นานปี 1936 หลิวจื้อตันถูกส่งไปแนวหน้าและเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ กระสุนเข้าจากด้านหลัง ภรรยาไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจศพ ไม่นานผู้บัญชาการระดับสูงอีกสองคนก็เสียชีวิตติด ๆ กัน ข่าวลือในกองทัพแพร่สะพัด หลายคนสงสัยว่าเหมาอยู่เบื้องหลัง แต่สีจงซวิ่นเลือกนิ่งเงียบ ไม่แสดงท่าทีใด ๆ

    หลังเหตุการณ์นี้ บุคลิกเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากคนแข็งกร้าวกลายเป็นคนระมัดระวัง ในการชำระล้างภายในพรรคครั้งต่อ ๆ มา เขามักพยายามลดความรุนแรง ปี 1942 ระหว่างการปรับแนวทางที่เยียนอัน เขากล้าเสนอว่าแนวทางบีบบังคับและการกล่าวหาเกินเลยเป้าหมายทางการเมือง ถือเป็นการแสดงความเห็นสวนกระแส

    หลังสถาปนาประเทศ ปี 1951 มีการรณรงค์ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เหมาเสนอให้กำหนดโควตาประหารตามสัดส่วนประชากร 0.1% ต่อเมืองหรือพื้นที่ สีจงซวิ่นในฐานะผู้ดูแลเขตตะวันตกเฉียงเหนือ ส่งจดหมายขอลดสัดส่วนลงครึ่งหนึ่ง โดยชี้ว่าพื้นที่มีโครงสร้างสังคมและศาสนาซับซ้อน การใช้ตัวเลขแข็งตัวอาจนำไปสู่ความอยุติธรรม เหมาตอบรับ และอัตราจริงในพื้นที่ของเขาลดลงเหลือประมาณ 0.4% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมาก

    ในด้านการจัดการชนกลุ่มน้อย เขาเลือกแนวทางประนีประนอม เช่น ในกานซู่ ใช้ผู้นำศาสนาอิสลามช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ในชิงไห่ เชิญผู้นำศาสนาพุทธมาช่วยเจรจากับผู้นำทิเบต แทนการใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ แนวทางนี้สะท้อนสไตล์บริหารที่ลดการใช้ความรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม สถานะของเขาเริ่มสั่นคลอน ปี 1952 เหมาดำเนินนโยบายเรียกผู้นำภูมิภาคสำคัญเข้าส่วนกลาง เหตุการณ์ที่เรียกว่า “ห้าม้าเข้าปักกิ่ง” ผู้นำระดับภูมิภาคหลายคนถูกสอบสวนหรือถูกลดอำนาจ สีจงซวิ่นแม้แสดงความสนับสนุน แต่ก็ถูกตรวจสอบยาวนานเกือบปี จนหลังบุตรชายเกิดได้สามเดือนจึงพ้นการสอบสวน

    แม้กลับมาทำงานได้ แต่เขาสูญเสียฐานอำนาจท้องถิ่น กลายเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้การจับตามอง ปี 1962 นิยายเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงหลิวจื้อตัน ถูกตีความว่าเชิดชูบุคคลและลดบทบาทเหมา หนังสือถูกตราว่าเป็นงานต่อต้านพรรค เหมาออกคำสั่งวิจารณ์อย่างรุนแรง หลิวถูกกล่าวหาย้อนหลัง สุสานถูกรื้อ กระดูกถูกนำออกมา ส่วนสีจงซวิ่นถูกกล่าวหาว่าใช้วรรณกรรมสร้างฐานการเมือง ถูกแยกสอบสวน ส่งไปใช้แรงงานในโรงงาน ถูกกักตัว และถูกควบคุมตัวก่อนยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจะเริ่มเต็มรูปแบบ

    ต่อมาในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกประณามซ้ำ ถูกบังคับสารภาพและถูกกดดันให้ซัดทอดผู้อื่น แต่เขาไม่ยอมลากใครเข้ามาเกี่ยวข้อง รับโทษไว้คนเดียว การล้มเร็วของเขาทำให้ไม่ถูกพัวพันคดีใหญ่ภายหลัง และเครือข่ายเดิมบางส่วนยังคงอยู่ นี่กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อเส้นทางของครอบครัวในเวลาต่อมา

    —-

    ▪️ Part 3

    เพราะสีจงซวิ่นถูกเล่นงานตั้งแต่ก่อนปฏิวัติวัฒนธรรม เขาจึงไม่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับพายุการเมืองครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา อีกทั้งเครือข่ายส่านเป่ยของเขาก็ไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคนทั้งหมด ตัวอย่างสำคัญคือ หลี่รุ่ยซาน อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิท ซึ่งในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลส่านซี แม้ได้รับแรงกระแทกบ้าง แต่ตำแหน่งยังมั่นคง และพื้นที่ในความดูแลของเขามีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อ เหลียงเจียเหอ

    หมู่บ้านนี้ต่อมากลายเป็นสถานที่ที่สีจิ้นผิงถูกส่งไป “ลงชนบท” ในฐานะลูกหลานผู้ถูกประณาม แต่เมื่อเทียบกับลูกหลานผู้นำคนอื่น สถานการณ์ของเขาถือว่าดีกว่าไม่น้อย ลูกของผู้นำบางคนถูกทำร้ายหรือถูกส่งไปพื้นที่ห่างไกลมากกว่า ขณะที่สีจิ้นผิงอยู่ในพื้นที่ที่ยังมีคนของเครือข่ายเดิมคอยดูแล ชีวิตแม้ลำบากแต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง

    ปี 1975 สีจงซวิ่นได้รับการผ่อนปรน ถูกยกเลิกการควบคุมตัว และในปีเดียวกัน สีจิ้นผิงก็สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัว ต่อมาเมื่อปี 1978 หลังเหมาเสียชีวิตและยุคปฏิรูปเปิดประเทศเริ่มต้น สีจงซวิ่นได้รับการฟื้นฟูสถานะทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม การกลับมาของเขาไม่ได้ราบรื่น เขาต้องเผชิญแรงต้านจากหวังเจิ้น ซึ่งเคยมีความขัดแย้งกันในอดีต ช่วงที่สีจงซวิ่นดูแลเขตตะวันตกเฉียงเหนือ เขาเลือกแนวทางประนีประนอมต่อปัญหาชนกลุ่มน้อย ขณะที่หวังเจิ้นใช้วิธีแข็งกร้าว ถึงขั้นถูกวิจารณ์ว่าใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น ความขัดแย้งครั้งนั้นฝังลึก เมื่อถึงเวลาฟื้นฟูตำแหน่ง หวังเจิ้นจึงไม่สนับสนุน

    ท้ายที่สุด สีจงซวิ่นต้องไปขอโทษด้วยตนเอง พร้อมครอบครัว เพื่อคลี่คลายความบาดหมาง เดือนกุมภาพันธ์ 1978 เขาจึงได้กลับเข้าสู่เวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่แทนที่จะได้ตำแหน่งสำคัญในส่วนกลาง เขาถูกส่งลงใต้ไปกวางตุ้ง

    การมอบหมายครั้งนี้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หลังปฏิวัติวัฒนธรรม เศรษฐกิจกวางตุ้งตกต่ำ ผู้คนจำนวนมากเสี่ยงชีวิตลักลอบไปฮ่องกง ภาพลักษณ์พรรคในสายตาคนฮ่องกงย่ำแย่ ภารกิจหลักของสีจงซวิ่นคือฟื้นฟูเศรษฐกิจและปรับท่าทีต่อผู้ลักลอบหนี เขาเปลี่ยนนิยามจาก “ศัตรู” เป็น “ความขัดแย้งภายใน” และสั่งปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมจำนวนมาก

    เขาผลักดันแนวคิดเขตทดลองเศรษฐกิจ เปิดรับการลงทุนจากฮ่องกง วางรากฐานสิ่งที่ต่อมากลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ความสำเร็จของกวางตุ้งในยุคแรกของการปฏิรูปมีส่วนจากแนวทางที่ยืดหยุ่นของเขา ต่อมาเขาถูกเรียกกลับปักกิ่ง และมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญปี 1982

    ระหว่างการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาเสนอให้ตัดถ้อยคำที่บังคับให้ประชาชนต้องสนับสนุนการนำของพรรคออก และไม่เห็นด้วยกับการเขียนอุดมการณ์ของพรรคลงในบททั่วไป จุดมุ่งหมายของเขาไม่ใช่สร้างระบบหลายพรรค แต่เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจแบบบุคคลเดียวซ้ำรอยอดีต เขายังสนับสนุนการคุ้มครองการแสดงความคิดเห็น เพื่อไม่ให้เกิดการลงโทษจากคำพูดอีก

    เมื่อหูเย่าปังถูกวิจารณ์และกดดันให้ลงจากตำแหน่ง ผู้นำหลายคนเข้าร่วมตำหนิอย่างหนัก สีจงซวิ่นคัดค้านการโจมตีลักษณะนั้น เขาเห็นว่าการประชุมภายในไม่ควรใช้เพื่อกำหนดชะตาผู้นำพรรคในลักษณะกดดัน แต่ท่าทีนี้ทำให้เขาถูกกันออกจากศูนย์กลางอำนาจมากขึ้น

    หลังเหตุการณ์ปี 1989 เขาถูกมองว่าเห็นใจนักศึกษา และถูกขอให้ออกจากปักกิ่งไปพำนักที่เซินเจิ้น เขาใช้ชีวิตเงียบ ๆ ที่นั่นเป็นเวลานาน แทบไม่กลับเข้าสู่เวทีอำนาจอีก เขาเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปเปิดประเทศ และหวาดกลัวการหวนคืนของบรรยากาศแบบปฏิวัติวัฒนธรรม

    อย่างไรก็ตาม มรดกทางการเมืองที่เขาหวังปกป้อง กลับถูกเปลี่ยนทิศทางโดยบุตรชายของเขาเอง สีจิ้นผิง ก่อนขึ้นสู่อำนาจแสดงภาพลักษณ์ประนีประนอม แต่หลังขึ้นสู่อำนาจ นโยบายหลายด้านกลับแตกต่างจากแนวคิดที่สีจงซวิ่นเคยผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นท่าทีต่อฮ่องกง ตลาดเสรี หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เส้นทางของพ่อลูกจึงดูเหมือนเดินสวนทางกัน

    —-

    ▪️ Part 4

    เหตุผลที่ในช่วงแรกที่สีจิ้นผิงขึ้นสู่อำนาจ มีคนจำนวนไม่น้อยฝากความหวังไว้กับเขา ก็เพราะภูมิหลังของบิดา สีจงซวิ่นถูกมองว่าเป็นนักปฏิรูป เป็นผู้ได้รับความเจ็บปวดจากการเมืองแบบสุดโต่งในอดีต หลายคนจึงเชื่อว่าลูกชายอาจสืบทอดแนวทางสนับสนุนการเปิดกว้างและป้องกันการกลับมาของบรรยากาศแบบปฏิวัติวัฒนธรรม

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เกิดขึ้นจริงกลับต่างออกไป สีจิ้นผิงก่อนขึ้นสู่อำนาจแสดงภาพลักษณ์สุขุม ประนีประนอม แต่หลังขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุด นโยบายหลายด้านเข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมพื้นที่สาธารณะ การจัดการฮ่องกง การกำกับสื่อ และการปรับแก้รัฐธรรมนูญในทิศทางที่เพิ่มอำนาจผู้นำส่วนกลาง

    หากมองจากกรอบการเปรียบเทียบระหว่างสองรุ่น สีจงซวิ่นในช่วงหลังของชีวิตพยายามลดการใช้ความรุนแรงในนโยบาย สนับสนุนการเปิดเศรษฐกิจ และเสนอการถ่วงดุลอำนาจเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมศูนย์แบบบุคคลเดียว ขณะที่แนวทางของสีจิ้นผิงถูกมองว่ามุ่งเน้นเสถียรภาพ การรวมศูนย์ และการควบคุมมากขึ้น

    ในแง่การเมืองภายในพรรค สีจงซวิ่นมีเครือข่ายจากส่านเป่ยที่ยังคงมีอิทธิพลอยู่พอสมควร เครือข่ายเหล่านี้มีส่วนช่วยสนับสนุนเส้นทางอาชีพช่วงต้นของสีจิ้นผิง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหม การทำงานในระดับมณฑล หรือความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญบางราย เครือข่ายดังกล่าวสร้างฐานรากทางการเมืองที่มั่นคงพอสมควร

    อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับการวางรากฐานจากบิดา แต่การกำหนดทิศทางนโยบายของผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นอยู่กับบริบทและการตัดสินใจของตนเอง สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมมีอิทธิพลต่อแนวทางที่เลือกใช้

    ดังนั้น เรื่องราวของสีจงซวิ่นจึงสะท้อนเส้นทางชีวิตที่ผ่านทั้งความแข็งกร้าวในวัยหนุ่ม การปรับตัว การประนีประนอม และความพยายามป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ขณะที่เส้นทางของสีจิ้นผิงแสดงให้เห็นทิศทางที่แตกต่างในหลายประเด็น การเปรียบเทียบระหว่างสองยุคจึงกลายเป็นหัวข้อถกเถียงในสังคม

    ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ถูกเล่าเกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์ดังกล่าว

    ที่มา :


    https://www.facebook.com/share/14TeWs1DP9i/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,188
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "อุษณีษวิชัยธารณีสูตร" (Usnisa Vijaya Dharani) ซึ่งเป็นบทสวดศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนามหายาน มีใจความสำคัญเป็นการสรรเสริญพระพุทธเจ้าและการขอประทานพรเพื่อความบริสุทธิ์และการต่ออายุ

    คำแปลโดยสรุปตามส่วนที่ยกมามีดังนี้:

    I
    นโม ภะคะวะเต ไตรโลกยะ ประติวิศิษฏายะ พุทธายะ ภะคะวะเต: (Namo Bhagavate Trailokya Prativisisthaya Buddhaya Bhagavate)
    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุดในสามโลก ผู้ตรัสรู้ธรรม

    II
    ตัทยะถา โอม
    (Tadyatha Om)
    : ดังนี้ว่า : (มีใจความว่า) โอม ความบริสุทธิ์จงมี ความบริสุทธิ์จงมี

    III
    วิศุทธายะ วิศุทธา อะสะมะ สะมะ สมันตะวภาสะ สผะระณะ คติ คะหะนะ สะวะภาวะ วิศุทเธ อภิษิญจตุ มาม
    (Viśuddhaya Viśuddha Asama Sama Samantāvabhāsa Spharaṇa Gati Gahana Svabhāva Viśuddhe Abhiṣiñcatu Māṃ)

    แด่ผู้บริสุทธิ์ยิ่ง ผู้ไม่มีใครเทียบเทียม ผู้มีรัศมีส่องสว่างกระจายไปทั่วทุกภพภูมิอย่างลึกซึ้งในสภาวะแห่งความบริสุทธิ์นั้น ขอพระองค์โปรดชำระล้างและประสาทพร (อภิเษก) ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

    IV
    สุคะตะ วะระ วะจะนะ อัมฤตตะ อภิเษไก มหา มันตรา ปไท (Sugata Varavacana Amṛta Abhiṣekai Mahā-mantra Pada/Padai)
    การน้อมระลึกถึงพระวาจาที่บริสุทธิ์และเป็นอมตะของพระพุทธเจ้า เพื่อชำระล้างกรรม วิบาก และกิเลสทั้งปวงให้หมดสิ้นไป

    V
    อาหะระ อาหะระ อายุ สัม ธารณิ
    (Āhara āhara āyuḥ saṃdhāraṇi)
    โปรดคุ้มครองและทรงรักษาอายุขัยของข้าพเจ้า

    VI. โศธะยะ โศธะยะ คะคะนะ วิศุทเธ อุษะณีษะ วิชัยยะ วิศุทเธ สหัสระรัศมิ สัม โจทิเต (Śodhaya Śodhaya Gagana Viśuddhe Uṣṇīṣa Vijaya Viśuddhe Sahasra-raśmi Sam-codite)

    โปรดชำระให้บริสุทธิ์ ดังความบริสุทธิ์แห่งท้องฟ้า และความบริสุทธิ์แห่งพระอุษณีษะผู้มีชัย ด้วยแสงพันประการอันปลุกเร้า

    VII
    สะระวะ ตถาคะตะ อวโลกานิ ษัฏ ปารมิตา ปริปูรณิ (Sarva Tathāgata Avalokani Ṣaṭ-pāramitā Paripūraṇi)
    ขอให้พระตถาคตทั้งหลายทรงแลเห็น และบันดาลให้บารมี 6 ประการสำเร็จบริบูรณ์

    VIII
    สะระวะ ตถาคะตะ มะติ ทะศะ ภู-มิ ประติ ษะฐิเต สะระวะ ตถาคะตะ หฤทะยะ อธิษฐานา ธิษฐิต มหา มุทเร (Sarva Tathāgata Mati Daśa-bhūmi Prati-ṣṭhite Sarva Tathāgata Hṛdayā-dhiṣṭhānā-dhiṣṭhite Mahā-mudre ):
    ด้วยพลังแห่งพระทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออภิสิทธิ์แห่งมหามุทราสำเร็จ

    IX
    วัชระ กายา สัม หะตะนะ วิศุทเธ สะระวา วะระณะ อปายะ ทุระคติ ปริ วิศุทเธ ประติ นิวะรัตยา อายุ ศุทเธ สะมะยะ อธิษฐิเต (Vajra-kāya Saṃ-hatana Viśuddhe Sarva-āvaraṇa Apāya-durgati Pari-viśuddhe Prati-nivartaya Āyuḥ-śuddhe Samaya Adhiṣṭhite)
    ขอให้กายวัชระมั่นคงบริสุทธิ์ ขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้น ทำให้อายุขัยหมุนกลับเพิ่มขึ้น และได้พลังแห่งสัตยาธิษฐาน

    X
    มณิ มณิ มหามณิ ตัถตา (ตัตถะตา) ภูตะ โกฏิ ปะริศุทฺเธ วิ สผุฏ พุทธิ ศุทเธ (Mani Mani Mahamani, Tathata Bhuta Koti Parisuddhe, Visphuta Buddhi Suddhe)
    มณี มณี มหามณี ความบริสุทธิ์แห่งสภาวะเดิมแท้ โปรดเปิดเผยปัญญาอันบริสุทธิ์ (จงตื่นรู้ จงรู้แจ้ง จงถึงโพธิ ทุกสิ่งบริสุทธิ์หมดจด )

    XI
    ชะยะ ชะยะ, วิชะยะ วิชะยะ, สะมะระ สะมะระ, สะระวะ พุทธะ อธิษฐิตะ ศุทเธ, วัชริ วัชระ คัพเภ, วัชชะรัม ภาวะตุ มะมะ (ระบุชื่อตัวเอง) ศะรีรัม, สะระวะ สัตตวานัญ จะ กายะ ปะริวิศุทเธ (Chaya Chaya, Vichaya Vichaya, Samara Samara, Sarva Buddha Adhisthita Shuddhe, Vajri Vajra Garbhe, Vajram Bhavatu Mama (Your Name) Shariram, Sarva Sattvanan Ca Kaya Parishuddhe)

    จงชัยชนะ จงชัยชนะ จงมีชัยชนะอย่างยิ่ง จงระลึกไว้ จงระลึกถึง (พุทธานุภาพ) บริสุทธิ์ด้วยการตั้งจิตอธิษฐานและอำนาจการประทานพรจากพระพุทธเจ้าทั้งปวง ผู้มีวัชระเป็นกำเนิด (หมายถึงความแข็งแกร่งประดุจเพชรที่ทำลายอุปสรรคทั้งปวง) ขอให้กายของข้าพเจ้า (ระบุชื่อ) จงกลายเป็นวัชระ (แข็งแกร่งและบริสุทธิ์) และขอให้กายของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงบริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทินโดยรอบ

    XIl
    สะระวะ คติ ปริศุทเธ สะระวะ ตถาคะตะ สิญจะ เม สะมาศสะ วาสะ ยันตุ (Sarava gati parisuddhe, sarava tathagata sinja me, samassa vasa yantu.)

    ขอสรรเสริญความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า (ตถาคต) และขออานุภาพแห่งธารณีคาถานี้ชำระล้างบาปกรรมกิเลสให้บริสุทธิ์ เพื่อให้จิตใจสงบสุขและได้รับอภิเษกจากพระพุทธเจ้า

    XIlI
    สะระวะ ตถาคะตะ สมาศสะวาสะ
    อธิษฐิเต พุทธายะ พุทธายะ วิพุทธายะ วิพุทธายะ โพธายะ โพธายะ วิโพธายะ วิโพธายะ สะมันตะ ปริศุทเธ (Sarva Tathagata Samasvasa Adhisthite Buddhaya Buddhaya Vibuddhaya Vibuddhaya Bodhaya Bodhaya Vibodhaya Vibodhaya Samanta Parishuddhe):

    "ด้วยอำนาจการปกป้องและคำสอนจากพระตถาคตเจ้าทุกพระองค์ ขอจงบันดาลให้ข้าพเจ้า (หรือสรรพสัตว์) ตื่นรู้ รู้แจ้ง และบรรลุถึงความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสและบาปกรรมทั้งปวงโดยสิ้นเชิง"

    XIV
    สะระวะ ตถาคะตะ หฤทัยยะ อธิษ ฐานา ธิษฺฐิต มหามุทเร (Sarva Tathagata Hridaya Adhisthana-adhisthita Mahamudre)
    ด้วยพลังพระทัยของพระพุทธเจ้ามหามุทราสมบูรณ์ (การประทับลงแห่งมหามุทรา (มหาผนึก) ที่ตั้งอยู่บนใจกลางของพระตถาคตเจ้าทั้งปวง)

    XV
    สวาหา
    (Swaha)
    ขอความสำเร็จอันเป็นศิริมงคล
     

แชร์หน้านี้

Loading...